Skip to main content

หน้าหลัก

สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ

        ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) 12.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และรายได้ต่อหัวคือ 31,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ (อันดับที่ 2 ในอาเซียน) รายได้หลักของประเทศมาจากพลังงาน ได้แก่ น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีสัดส่วนร้อยละ 90 ของการส่งออกทั้งหมดของบรูไน  ขณะที่สินค้านำเข้าที่สำคัญประกอบด้วย สินค้าเกษตร อาทิ ข้าว และผลไม้ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องจักรอุตสาหกรรม และรถยนต์  ทั้งนี้ อัตราการเติบโตของ GDP ของบรูไนมีตัวเลขที่ติดลบต่อเนื่องกันมาตลอด 4 ปี กล่าวคือ ปี คศ. 2014 – 2.5 ปีคศ. 2015 – 0.5 ปีคศ. 2016 – 2.5 และปี คศ. 2017 อยู่ในช่วง – 0.5 หรือ – 1 เนื่องจากรายได้จากภาคอุตสาหกรรมน้ำมันลดลงจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่อง

      ในปี คศ. 2014 สมเด็จพระราชาธิบดีได้มีพระราชดำรัสเกี่ยวกับแผนพัฒนาประเทศในระยะยาวภายใต้ชื่อ วิสัยทัศน์บรูไนปี 2035 (Wawasan 2035) โดยจะปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจและให้ความสำคัญต่อการพัฒนาอุตสาหกรรม เกษตรกรรมและการค้าบริการ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ อุตสาหกรรมฮาลาล เทคโนโลยีสารสนเทศ การเงินการธนาคาร และการท่องเที่ยว (ในปีคศ.2017 มีคนเดินทางมาบรูไนจำนวน 1,313,233 คน ซึ่งไม่ได้จำแนกว่าเป็นนักท่องเที่ยว นักธุรกิจ หรือแรงงาน)

บรูไนได้จัดสร้างนิคมอุตสาหกรรมขนาดเล็กขึ้นจำนวน 19 แห่ง เพื่อรองรับอุตสาหกรรมด้านน้ำมันและปิโตรเคมี การขนส่งสินค้า ชีวภาพและยา เคมีภัณฑ์ บรูไนจะใช้จุดแข็งในเรื่องการเมืองที่มีความมั่นคง ความเป็นอยู่ปลอดภัย ศูนย์กลางการขนส่งทางเรือ แรงงานที่มีการศึกษา อัตราการเก็บภาษีเงินได้ที่ต่ำสุดรองจากสิงคโปร์ในอาเซียน และความสนับสนุนจากภาครัฐ เป็นเครื่องมือชักจูงนักลงทุนต่างประเทศ

 

       ปัจจุบัน บรูไนกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง จากเศรษฐกิจที่พึ่งพาน้ำมันเป็นหลัก ไปสู่โครงสร้างเศรษฐกิจ ที่มีความหลากหลายมากขึ้น เนื่องจากมีการคาดการณ์ว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่ยืนยันแล้ว (proven reserve) ของบรูไนจะหมดลงในราวปี พ.ศ. 2558 ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจถดถอยในเอเชีย ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 ทำให้บรูไนเร่งปฏิรูปโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และใช้มาตรการต่าง ๆ เพื่อสร้างความหลากหลายทางเศรษฐกิจ ได้แก่

        จัดตั้งสภาที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ นำโดยเจ้าชายโมฮาเหม็ด โบลเกียห์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของบรูไน) ซึ่งมีแนวทางส่งเสริมภาคเอกชน ให้มีบทบาทมากขึ้น ในการส่งเสริมการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ จากเดิมที่เน้นนโยบายให้สวัสดิการ มาเป็นการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และแปรรูปรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ โดยให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ขยายฐานการจัดเก็บภาษี

         ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การลงทุนในต่างประเทศของ BIA โดยหันมาลงทุนในธุรกิจด้านใหม่ ๆ ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำ เช่น การซื้อหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศและโทคมนาคม หรือธุรกิจสายการบินต่าง ๆ

แผนพัฒนาแห่งชาติฉบับที่ 8 (The Eighth National Development Plan: 8th NDP) ที่ดำเนินการระหว่างปี พ.ศ. 2544-2548 มีสาระสำคัญ ได้แก่ ตั้งเป้าอัตราการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี – GDP) ที่ร้อยละ 5–6 โดยตั้งวงเงินงบประมาณ สำหรับการดำเนินตามแผนฯ ไว้ 7.3 พันล้านดอลลาร์บรูไน ซึ่งคาดว่ากลยุทธ์ทางการพัฒนาใหม่นี้ จะช่วยให้รัฐบาลสร้างสมดุลของงบประมาณได้ดีขึ้น สามารถกำหนดมาตรการในการพัฒนา และฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน สร้างความแข็งแกร่งและการขยายตัวให้กับอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊ส รวมทั้งการพัฒนาอุตสาหกรรมต่อเนื่องต่าง ๆ พัฒนาเศรษฐกิจและสังคมและทรัพยากรมนุษย์ รวมทั้งอุตสาหกรรมขนาดเล็กและย่อม การขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน แปรรูปรัฐวิสาหกิจบางกิจการ และสร้างความแข็งแกร่งในระบบการเงินและการคลัง นอกจากนี้ รัฐบาลบรูไนยังยึดแนวคิดของวิธีการปกครองที่ดี (Good Governance) รวมทั้งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับภาคเอกชน

        ส่งเสริมการลงทุนกับต่างประเทศ และมีมาตรการเปิดเสรีด้านการค้า และสร้างบรรยากาศที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุน ไม่เฉพาะแต่บริษัทในประเทศ แต่รวมถึงประเทศต่าง ๆ จากกลุ่มอาเซียน และนานาประเทศ

        พัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์บริการการค้าและการท่องเที่ยว (Service Hub for Trade and Tourism -SHuTT 2003 Vision) และเป็นตลาดการขนถ่ายสินค้าที่สำคัญของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นเป้าหมายประการหนึ่งของโครงการความร่วมมือของกลุ่ม Brunei Indonesia Malaysia Philippines-East ASEAN Growth Area (BIMP-EAGA)

        สร้างความแข็งแกร่งทางการเงิน เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจและเอื้ออำนวยต่อโครงการพัฒนาเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคพื้นฐาน นอกจากนี้ จากการที่บรูไนได้กำหนดแผนพัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางการเงินนานาชาติ (Brunei International Financial Center : BIFC) โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะยกระดับประเทศ ในด้านการบริการการเงินในระดับนานาชาติ กระจายความหลากหลายทางเศรษฐกิจ และสร้างงานให้กับประชาชน


1987
TOP